สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดศรีสะเกษ


ประวัติความเป็นมา สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดศรีสะเกษ
สถานการณ์ต่าง ๆ ได้เปลี่ยนแปลงไป เมื่อเหตุการณ์ด้านชายแดน จังหวัดศรีสะเกษ มีความไม่สงบ
ประชาชนในจังหวัดศรีสะเกษ ได้ตระหนักถึงความจำเป็น และศรัทธาต่อความสำคัญของงาน
ประชาสัมพันธ์ จึงแสดงความต้องการในการจัดตั้งสถานีวิทยุกระจายเสียงในจังหวัดศรีสะเกษขึ้น โดยมติที่ประชุมหัวหน้าส่วนราชการของจังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2526 ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ (ดนัย เกตุสิริ) ได้มีหนังสือด่วนมาก ที่ ศก. 005 /20413 ลงวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2526 ถึงอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ขอให้สนับสนุนการจัดตั้งสถานีวิทยุกระจายเสียง ระบบ F.M. และยืนยันว่าจังหวัดศรีสะเกษ ได้เตรียมที่ดิน พร้อมอาคารที่ทำการไว้สำหรับการติดตั้งอุปกรณ์ห้องส่งและเครื่องส่งวิทยุกระจายเสียงและที่ดินเพื่อการขยายงานในอนาคตไว้เรียบร้อยแล้ว กรมประชาสัมพันธ์ ได้มีหนังสือที่ นร 1511/5894 ลงวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2526 ตอบยืนยันเห็นชอบในหลักการที่จังหวัดศรีสะเกษ
เสนอโดยจะสนับสนุนให้มีการจัดตั้งสถานีวิทยุกระจาย เสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดศรีสะเกษ ระบบ F.M. เพื่อใช้เป็นเครื่องมือดำเนินงานประชาสัมพันธ์ของรัฐ รวมทั้งการปฏิบัติการทางจิตวิทยาเพื่อความมั่นคงของชาติ และมอบหมายให้ศูนย์ประชาสัมพันธ์เขต 1 เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ เพื่อดำเนินการให้แล้วเสร็จ จังหวัดศรีสะเกษ ได้ขอการสนับสนุนที่ดินจาก วิทยาลัยพลศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งอธิบดีกรมพลศึกษาได้มอบที่ดินส่วนหนึ่ง ติดถนนทองมาก ด้านใต้สระว่ายน้ำ พื้นที่ 4 ไร่ 2 งาน 60 ตารางวา ในการจัดตั้งสถานีวิทยกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดศรีสะเกษ และทำการก่อสร้างอาคารที่ทำการ
เป็นเงิน 280,000 บาท ศูนย์ประชาสัมพันธ์เขต 1 ขอนแก่น ได้ดำเนินการสร้างเครื่องส่งวิทยุกระจายเสียงระบบ F.M. กำลังส่ง 1 KW. เสร็จเรียบร้อยกลางเดือน ธันวาคม พ.ศ. 2527 และนำมาติดตั้งที่จังหวัดศรีสะเกษ เสร็จเรียบร้อย ทำการส่งกระจายเสียง เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2527 ในพิธีเปิดงานประจำปีและงานกาชาดจังหวัดศรีสะเกษ โดยใช้งบประมาณในการดำเนินการทั้งสิ้น 1,506,356 บาท ปัจจุบัน สวท.ศรีสะเกษ สังกัดสำนักประชาสัมพันธ์ เขต 2 ส่งกระจายเสียงด้วยระบบ FM. ความถี่ 100.25 MHz


![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
กรมประชาสัมพันธ์

เป็นหน่วยงานประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐบาลกับประชาชน ตลอดจนระหว่างประชาชนด้วยกัน โดยวิธีการให้ข่าวสาร ความรู้ข้อเท็จจริงและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อเสนอรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังทำหน้าที่โน้มน้าว ชักจูงประชาชน เพื่อก่อให้เกิดความร่วมมือแก่รัฐบาลและหน่วยราชการต่าง ๆ ตามแนวทางที่ถูกที่ควรในระบอบประชาธิปไตย โดยมี พระมหากษัตริย์เป็นประมุข นอกจากสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพมหานครแล้ว กรมประชาสัมพันธ์ ยังมีสำนักประชาสัมพันธ์เขต อีก 8 สำนัก ได้แก่ 1. สปข.1 ขอนแก่น , 2. สปข.2 อุบลราชธานี , 3. สปข.3เชียงใหม่ , 4. สปข.4 พิษณุโลก , 5. สปข.5 สุราษฎร์ธานี , 6. สปข.6 สงขลา , 7. สปข.7จันทบุรี และ , 8. สปข.8 กาญจนบุรี เพื่อเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ข่าวสารให้เข้าถึงประชาชนในส่วนภูมิภาค ขณะเดียวกันกรมประชาสัมพันธ์ ยังมีสำนักงานประชาสัมพันธ์ครบทุกจังหวัด
กรมประชาสัมพันธ์เริ่มก่อตั้งเมื่อ 3 พฤษภาคม 2476 ภายหลัง การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็นระบอบประชาธิปไตย มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศโดยมีชื่อในระยะเริ่มแรกว่า "กองโฆษณาการ” และได้เปลี่ยนชื่อเป็น สำนักงานโฆษณาการ” เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2476 และได้มีการพัฒนาผลงานมาเป็นลำดับโดยมีการปรับปรุงและขยายความรับผิดชอบเพิ่มขึ้นทุก ๆ ระยะตามความเจริญก้าวหน้าทางวิชาการสภาพของสังคม การเมือง เศรษฐกิจและวัฒนธรรม ตลอดจนนโยบายของรัฐบาลในแต่ละสมัย และเปลี่ยนชื่อมาเป็น "กรมโฆษณาการ” เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2483 หลังจากนั้น 12 ปี ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "กรมประชาสัมพันธ์” เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2495

ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งปรากฎในราชกิจจานุเบกษา ตอนที่ 7 เล่มที่ 64 ลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2490 กำหนดเครื่องหมายราชการ "กรมโฆษณาการ” ให้เป็นรูปพระอินทร์เป่าสังข์เหาะลอยอยู่เหนือเมฆ มีวงกลมล้อมรอบตามวรรณคดีกล่าวไว้ว่า พระอินทร์เป่าสังข์ปลุกพระนารายณ์ให้ตื่นจากบรรทมสินธุ์ในสะดือทะเล เพื่อขึ้นมาปราบเหตุร้ายต่าง ๆ ในโลก อย่างไรก็ดี โดยที่สังข์ ตามลัทธิพราหมณ์ถือว่าเป็นมงคล 3 คือ สังข์ ถือกำเนิดจากพระพรหม ท้องสังข์เคยเป็นที่ซ่อนคัมภีร์พระเวทและตัวสังข์ มีรอยนิ้วพระหัตถ์ ของพระนารายณ์ ในพิธีทางศาสนา พราหมณ์ จึงมีการเป่าสังข์เพื่อความเป็นสิริมงคลด้วย นอกจากนี้ พระในลัทธิชินโตก็ใช้สังข์เป่าในพิธีมงคลพวกชาวเกาะทะเลใต้ เป่าสังข์ บอกสัญญาณระหว่างกันปรากฏว่าได้ยินไปไกลไม่แพ้เป่าเขาควาย เนื่องจากงานประชาสัมพันธ์เป็นการโฆษณาเผยแพร่และอธิบายชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจอย่างกว้างขวางเป็นการสร้างความเข้าใจอันดี โดยมีวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และภาพยนตร์เป็นเครื่องช่วย จึงเปรียบได้กับการเป่าสังข์ของเทวดาในสมัยโบราณเพื่อบอก สัญญาณ และเรียกประชุม นั่นเอง
ใช้สีม่วง ซึ่งถือกันว่าเป็นสีของงานสื่อสารมวลชนและการประชาสัมพันธ์
Link banner
Copy code นี้ไปลงในเว็บไซต์ของท่าน
| <a href="http://www.prd.go.th" target="_blank"><img src="http://www.prd.go.th/images/prd_banner01.jpg" border="0" alt="กรมประชาสัมพันธ์" |